قُل لَّا أَمْلِكُ لِنَفْسِي نَفْعًا وَلَا ضَرًّا إِلَّا مَا شَاءَ اللَّهُ ۚ وَلَوْ كُنتُ أَعْلَمُ الْغَيْبَ لَاسْتَكْثَرْتُ مِنَ الْخَيْرِ وَمَا مَسَّنِيَ السُّوءُ ۚ إِنْ أَنَا إِلَّا نَذِيرٌ وَبَشِيرٌ لِّقَوْمٍ يُؤْمِنُونَ ١٨٨
🔤 Transliteration
Qul laaa amliku linafsee naf`anw wa laa darran illaa maa shaaa`al laah; wa law kuntu a`alamul ghaiba lastaksartu minal khairi wa maa massaniyas soo`; in ana illaa nazeerunw wa basheerul liqawminy yu`minoon
📖 คำแปล (ความหมายภาษาไทย)
📖 ความหมายภาษาไทย
“จงกล่าวเถิดว่า (มุอัมมัด) ว่าฉันไม่มีอำนาจที่จะครอบครองประโยชน์ใด ๆ และโทษใด ๆ ไว้เป็นกรรมสิทธิ์แก่ตัวของฉันได้ นอกจากสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์เท่านั้น และหากฉันเป็นผู้ที่รู้สิ่งเร้นลับแล้ว แน่นอนฉันก็ย่อมกอบโกยสิ่งที่ดีไว้ มากมายแล้ว และความชั่วร้ายก็ย่อมไม่ต้องฉันได้ ฉันมิใช้ใครอื่น นอกจากผู้ตักเตือนและผู้ประกาศข่าวดีแก่กลุ่มชนที่ศรัทธาเท่านั้น”
🌐 Additional reference in Melayu
คำอธิบายความหมายคำศัพท์สำคัญ: أَمْلِكُ หมายถึง อำนาจหรือความสามารถที่จะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ด้วยตนเองالْغَيْب หมายถึง สิ่งเร้นลับที่พ้นจากการรับรู้ของประสาทสัมผัสและสติปัญญาของมนุษย์ มีเพียงอัลลอฮ์เท่านั้นที่ทรงรู้نَذِيرٌ หมายถึง ผู้ตักเตือนให้เกรงกลัวต่อการลงโทษของอัลลอฮ์بَشِيرٌ หมายถึง ผู้แจ้งข่าวดีเรื่องรางวัลตอบแทนจากอัลลอฮ์คำอธิบายตัฟซีร (การตีความ): โอ้ท่านนบีมุฮัมมัด จงกล่าวแก่ผู้คนเถิดว่า แท้จริงฉันไม่มีอำนาจที่จะนำประโยชน์หรือความดีใดๆ มาสู่ตัวฉันเอง และไม่มีอำนาจที่จะป้องกันความเสียหายหรืออันตรายใดๆ ให้พ้นจากตัวฉันได้ เว้นแต่สิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์เท่านั้น เพราะอำนาจทั้งมวลเป็นของอัลลอฮ์เพียงผู้เดียว หากพระองค์ทรงประสงค์สิ่งใดก็ย่อมเกิดขึ้น และหากพระองค์ไม่ทรงประสงค์สิ่งใดก็ย่อมไม่เกิดขึ้น
และหากฉันรู้ความเร้นลับ (อัลฆ็อยบ์) ฉันก็จะได้เตรียมการล่วงหน้าโดยการสะสมความดีและทรัพย์สินไว้มากมายเพื่อป้องกันความยากจนและความเดือดร้อน และฉันก็จะได้หลีกเลี่ยงสิ่งเลวร้ายต่างๆ ก่อนที่มันจะเกิดขึ้นกับฉัน แต่แท้จริงฉันไม่รู้สิ่งเร้นลับ นอกจากสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงเปิดเผยให้ฉันรู้เท่านั้น
ฉันมิได้เป็นอื่นใดนอกจากเป็นผู้ตักเตือน กล่าวคือ ฉันเป็นผู้เตือนมนุษย์ให้เกรงกลัวต่อการลงโทษของอัลลอฮ์ และเป็นผู้แจ้งข่าวดี กล่าวคือ ฉันเป็นผู้นำข่าวดีเรื่องสวรรค์และรางวัลอันยิ่งใหญ่มาสู่กลุ่มชนที่ศรัทธาและเชื่อมั่นในสิ่งที่ฉันได้นำมา
บทเรียนและคุณธรรมที่ได้รับจากโองการนี้: ความอ่อนน้อมถ่อมตนของท่านนบี — โองการนี้สอนให้เรารู้จักความอ่อนน้อมถ่อมตน ท่านนบีผู้ทรงเกียรติยังประกาศว่าตนไม่มีอำนาจแม้แต่จะนำประโยชน์หรือป้องกันโทษให้แก่ตนเองได้ เว้นแต่ด้วยความประสงค์ของอัลลอฮ์ ดังนั้น เราผู้เป็นสามัญชนยิ่งต้องไม่หยิ่งผยองในสิ่งที่เรามี และต้องตระหนักเสมอว่าทุกสิ่งมาจากอัลลอฮ์การมอบหมายต่ออัลลอฮ์ (เตากุล) — เมื่อเรารู้ว่าอำนาจทั้งหมดเป็นของอัลลอฮ์ เราก็จะมอบหมายกิจการทั้งหลายของเราแด่พระองค์ และไม่ทุกข์ร้อนกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเรารู้ว่าทุกอย่างอยู่ภายใต้การกำหนดของพระองค์ผู้ทรงปรีชาญาณการไม่หมกมุ่นกับเรื่องเร้นลับ — โองการนี้สอนให้เราไม่หมกมุ่นกับการพยายามรู้สิ่งเร้นลับหรืออนาคต เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นความรู้ของอัลลอฮ์เพียงผู้เดียว เราควรใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันและทำความดีให้มากที่สุดบทบาทของท่านนบีคือการนำทาง — ท่านนบีมิได้เป็นเพียงผู้ตักเตือนให้กลัวการลงโทษเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้แจ้งข่าวดีแห่งความเมตตาของอัลลอฮ์ด้วย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าศาสนาอิสลามเป็นศาสนาแห่งความสมดุลระหว่างความหวังและความเกรงกลัวการศรัทธานำไปสู่การรับข่าวดี — ข่าวดีจากอัลลอฮ์นั้นมีไว้สำหรับผู้ศรัทธา ดังนั้น การมีศรัทธาและปฏิบัติตามคำสอนของอัลลอฮ์จึงเป็นหนทางที่จะได้รับความสุขและความสำเร็จทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
قُل لَّآ أَمۡلِكُ لِنَفۡسِي نَفۡعًا وَلَا ضَرًّا إِلَّا مَا شَآءَ ٱللَّهُۚ وَلَوۡ كُنتُ أَعۡلَمُ ٱلۡغَيۡبَ لَٱسۡتَكۡثَرۡتُ مِنَ ٱلۡخَيۡرِ وَمَا مَسَّنِيَ ٱلسُّوٓءُۚ إِنۡ أَنَا۠ إِلَّا نَذِيرٌ وَبَشِيرٌ لِّقَوۡمٍ يُؤۡمِنُونَ ١٨٨
“จงกล่าวเถิดว่า (มุอัมมัด) ว่าฉันไม่มีอำนาจที่จะครอบครองประโยชน์ใด ๆ และโทษใด ๆ ไว้เป็นกรรมสิทธิ์แก่ตัวของฉันได้ นอกจากสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์เท่านั้น และหากฉันเป็นผู้ที่รู้สิ่งเร้นลับแล้ว แน่นอนฉันก็ย่อมกอบโกยสิ่งที่ดีไว้ มากมายแล้ว และความชั่วร้ายก็ย่อมไม่ต้องฉันได้ ฉันมิใช้ใครอื่น นอกจากผู้ตักเตือนและผู้ประกาศข่าวดีแก่กลุ่มชนที่ศรัทธาเท่านั้น”
🖼️ Save Image
🎬 Save Video
📜 อายะฮฺ 186-190 — ซูเราะฮฺ อัล-อะรอฟ
186 مَن يُضْلِلِ اللَّهُ فَلَا هَادِيَ لَهُ ۚ وَيَذَرُهُمْ فِي طُغْيَانِهِمْ يَعْمَهُونَ
“ผู้ใดที่อัลลอฮ์ทรงปล่อยให้หลงไปแล้ว ก็ไม่มีผู้แนะนำใด ๆ สำหรับเขา พระองค์จะทรงปล่อยพวกเขาให้ระเหเร่ร่อนอยู่ในการละเมิดของพวกเขา ”
187 يَسْأَلُونَكَ عَنِ السَّاعَةِ أَيَّانَ مُرْسَاهَا ۖ قُلْ إِنَّمَا عِلْمُهَا عِندَ رَبِّي ۖ لَا يُجَلِّيهَا لِوَقْتِهَا إِلَّا هُوَ ۚ ثَقُلَتْ فِي السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضِ ۚ لَا تَأْتِيكُمْ إِلَّا بَغْتَةً ۗ يَسْأَلُونَكَ كَأَنَّكَ حَفِيٌّ عَنْهَا ۖ قُلْ إِنَّمَا عِلْمُهَا عِندَ اللَّهِ وَلَٰكِنَّ أَكْثَرَ النَّاسِ لَا يَعْلَمُونَ
“พวกเขาจะถามเจ้าถึงยามอวสาน (วันกิยามะฮ์) นั้นว่า เมื่อใดเล่ามันจะเกิดขึ้น ? จงกล่าวเถิดว่าแท้จริง ความรู้ในเรื่องนั้นอยู่ที่พระเจ้าของฉันเท่านั้นไม่มีใครจะเผยมันให้ทราบสำหรับเวลาของมัน ได้ นอกจากพระองค์เท่านั้น มันหนักอึ้ง อยู่ในบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดิน มันจะไม่มายังพวกเจ้า นอกจากโดยกระทันหัน พวกเขาถามเจ้ากันประหนึ่งว่าเจ้านั้นเป็นผู้ที่รู้ในเรื่องนั้น ดี จงกล่าวเถิดแท้จริงความรู้ในเรื่องนั้นอยู่ที่อัลลอฮ์เท่านั้น แต่ทว่ามนุษย์ส่วนมากไม่รู้”
188 قُل لَّا أَمْلِكُ لِنَفْسِي نَفْعًا وَلَا ضَرًّا إِلَّا مَا شَاءَ اللَّهُ ۚ وَلَوْ كُنتُ أَعْلَمُ الْغَيْبَ لَاسْتَكْثَرْتُ مِنَ الْخَيْرِ وَمَا مَسَّنِيَ السُّوءُ ۚ إِنْ أَنَا إِلَّا نَذِيرٌ وَبَشِيرٌ لِّقَوْمٍ يُؤْمِنُونَ
“จงกล่าวเถิดว่า (มุอัมมัด) ว่าฉันไม่มีอำนาจที่จะครอบครองประโยชน์ใด ๆ และโทษใด ๆ ไว้เป็นกรรมสิทธิ์แก่ตัวของฉันได้ นอกจากสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์เท่านั้น และหากฉันเป็นผู้ที่รู้สิ่งเร้นลับแล้ว แน่นอนฉันก็ย่อมกอบโกยสิ่งที่ดีไว้ มากมายแล้ว และความชั่วร้ายก็ย่อมไม่ต้องฉันได้ ฉันมิใช้ใครอื่น นอกจากผู้ตักเตือนและผู้ประกาศข่าวดีแก่กลุ่มชนที่ศรัทธาเท่านั้น”
189 ۞ هُوَ الَّذِي خَلَقَكُم مِّن نَّفْسٍ وَاحِدَةٍ وَجَعَلَ مِنْهَا زَوْجَهَا لِيَسْكُنَ إِلَيْهَا ۖ فَلَمَّا تَغَشَّاهَا حَمَلَتْ حَمْلًا خَفِيفًا فَمَرَّتْ بِهِ ۖ فَلَمَّا أَثْقَلَت دَّعَوَا اللَّهَ رَبَّهُمَا لَئِنْ آتَيْتَنَا صَالِحًا لَّنَكُونَنَّ مِنَ الشَّاكِرِينَ
“พระองค์นั้นคือผู้ที่ได้ทรงบังเกิดพวกเจ้าจากชีวิตเดียว และได้ทรงให้มีขึ้นจากชีวิตนั้น ซึ่งคู่ครอง ของชีวิตนั้นเพื่อชีวิตนั้นจะได้มีความสงบสุขกับนาง ครั้นเมื่อชีวิตนั้นได้สมสู่นาง นางก็อุ้มครรภ์อย่างเบา ๆ แล้วนางก็ผ่านมันไป ครั้นเมื่อนางอุ้มครรภ์หนัก เขาทั้งสอง ก็วิงวอนต่ออัลลอฮ์ผู้เป็นพระเจ้าของเขาทั้งสองว่า ถ้าหากพระองค์ทรงประทานบุตรที่สมบูรณ์ให้ข้าพระองค์แล้ว แน่นอนข้าพระองค์ก็อยู่ในหมู่ผู้ขอบคุณ”
190 فَلَمَّا آتَاهُمَا صَالِحًا جَعَلَا لَهُ شُرَكَاءَ فِيمَا آتَاهُمَا ۚ فَتَعَالَى اللَّهُ عَمَّا يُشْرِكُونَ
“ครั้นเมื่อพระองค์ได้ทรงประทานให้เขาทั้งสองซึ่งบุตรที่สมบูรณ์ เขาทั้งสอง ก็ให้มีบรรดาภาคีขึ้นแก่พระองค์ ในสิ่งที่พระองค์ทรงประทานให้แก่เขาทั้งสอง อัลลอฮ์นั้นทรงสูงเกินกว่าที่พวกเขาให้มีภาคีขึ้น”
คำแปล — อัล-อะรอฟ 188 ซูเราะฮฺ อัล-อะรอฟ อายะฮฺ 188 - อ่าน, ฟัง, คำแปล, ภาษาไทย : “จงกล่าวเถิดว่า (มุอัมมัด) ว่าฉันไม่มีอำนาจที่จะครอบครองประโยชน์ใด ๆ และโทษใด ๆ ไว้เป็นกรรมสิทธิ์แก่ตัวของฉันได้ นอกจากสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์เท่านั้น และหากฉันเป็นผู้ที่รู้สิ่งเร้นลับแล้ว แน่นอนฉันก็ย่อมกอบโกยสิ่งที่ดีไว้…
ซูเราะฮฺ อายะฮฺ 188/206 — ซูเราะฮฺ อัล-อะรอฟ الأعراف (Meccan). อ่าน ฟัง คำแปล (ภาษาไทย). ฟัง: ซูเราะฮฺ อัล-อะรอฟ ฟัง, ซูเราะฮฺ อัล-อะรอฟ คำแปล, ซูเราะฮฺ อัล-อะรอฟ mp3, ซูเราะฮฺ อัล-อะรอฟ pdf. อายะฮฺ 186–190. ความหมายภาษาไทย: Melayu.