وَمَا لَهُمْ أَلَّا يُعَذِّبَهُمُ اللَّهُ وَهُمْ يَصُدُّونَ عَنِ الْمَسْجِدِ الْحَرَامِ وَمَا كَانُوا أَوْلِيَاءَهُ ۚ إِنْ أَوْلِيَاؤُهُ إِلَّا الْمُتَّقُونَ وَلَٰكِنَّ أَكْثَرَهُمْ لَا يَعْلَمُونَ ٣٤
🔤 Transliteration
Wa maa lahum allaa yu`az zibahumul laahu wa hum yasuddoona `anil Masjidil-Haraami wa maa kaanooo awliyaaa`ah; in awliyaaa` uhooo illal muttaqoona wa laakinna aksarahum laa ya`lamoon
📖 คำแปล (ความหมายภาษาไทย)
📖 ความหมายภาษาไทย
และมีอะไร แก่พวกเขากระนั้นหรือที่อัลลอฮฺจะไม่ทรงลงโทษพวกเขาทั้งๆที่พวกเขาขัดขวาง มิให้เข้ามัศยิดิลฮะรอม และพวกเขาก็มิใช่เป็นผู้ปกครองมัศยิดนั้นด้วยบรรดาผู้ปกครองมัศยิดนั้นใช่ใครอื่นไม่นอกจากบรรดาผู้ยำเกรงเท่านั้นแต่ทว่าส่วนมากของพวกเขาไม่รู้”คือมีสิ่งใด
🌐 Additional reference in Melayu
คำอธิบายคำศัพท์สำคัญในโองการ: يَصُدُّونَ หมายถึง พวกเขากีดกันและขัดขวางالْمَسْجِدِ الْحَرَامِ คือ มัสยิดอัลฮะรอม ณ นครมักกะฮ์أَوْلِيَاءَهُ หมายถึง ผู้ที่ใกล้ชิดและเป็นผู้ดูแลที่แท้จริงของมัสยิดอัลฮะรอมالْمُتَّقُونَ คือ บรรดาผู้ที่ยำเกรงอัลลอฮ์ โดยปฏิบัติตามคำสั่งใช้และหลีกเลี่ยงสิ่งที่พระองค์ทรงห้ามการตีความโองการ: โองการนี้เป็นการถามเชิงตำหนิและกล่าวโทษพวกมุชริกีน (ผู้ตั้งภาคี) แห่งมักกะฮ์ว่า เหตุใดพวกเขาจึงจะไม่ถูกลงโทษจากอัลลอฮ์? ทั้งที่พวกเขากระทำความผิดอันใหญ่หลวงที่สมควรได้รับการลงโทษ นั่นคือการกีดกันผู้ศรัทธาจากมัสยิดอัลฮะรอม ขัดขวางไม่ให้พวกเขาทำการฏอวาฟ (เวียนรอบกะอ์บะฮ์) และละหมาดในนั้น ทั้งที่พวกเขาไม่มีสิทธิ์ใด ๆ ในการทำเช่นนั้น
จากนั้นอัลลอฮ์ทรงปฏิเสธข้ออ้างของพวกเขาที่ว่า พวกเขาเป็นผู้ดูแลและเป็นเจ้าของมัสยิดอัลฮะรอม โดยตรัสว่า พวกเขามิได้เป็นผู้ดูแลที่แท้จริงของมันเลย แท้จริงผู้ที่สมควรเป็นผู้ดูแลมัสยิดอัลฮะรอมนั้น คือบรรดาผู้ยำเกรงอัลลอฮ์เท่านั้น ผู้ที่ปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์ และละเว้นจากสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม แต่อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่ของพวกเขาหาได้รู้ไม่ว่าความเป็นผู้ดูแลที่แท้จริงนั้นมิได้อยู่ที่การอ้างสิทธิ์หรือการสืบเชื้อสาย หากแต่อยู่ที่การยำเกรงและการเชื่อฟังอัลลอฮ์ต่างหาก
บทเรียนและคุณค่าที่ได้รับจากโองการ: การกีดกันผู้อื่นจากการทำความดี หรือการขัดขวางไม่ให้ผู้คนเข้าถึงศาสนสถานและปฏิบัติศาสนกิจ ถือเป็นบาปมหันต์ที่นำมาซึ่งการลงโทษจากอัลลอฮ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เกียรติยศและความใกล้ชิดต่ออัลลอฮ์นั้นมิได้วัดกันที่เชื้อสาย ทรัพย์สิน หรือตำแหน่ง หากแต่วัดกันที่ความยำเกรงและการปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์เท่านั้น การอ้างสิทธิ์ในสิ่งที่ไม่ใช่ของตน โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนาและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นการหลงผิดและความไม่รู้ ซึ่งอัลลอฮ์ทรงตำหนิพฤติกรรมเช่นนี้ โองการนี้สอนให้เรารักและเคารพมัสยิดอัลฮะรอม และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย และไม่ควรกีดกันผู้ใดจากการเข้าถึงความดีงาม แต่ควรเป็นผู้ที่เอื้ออำนวยและสนับสนุนให้ผู้อื่นได้ปฏิบัติศาสนกิจอย่างเต็มที่ ความยำเกรง (ตักวา) คือมาตรฐานแห่งความสูงส่งในสายตาของอัลลอฮ์ ดังนั้นเราจึงควรหมั่นฝึกฝนตนเองให้เป็นผู้ที่ยำเกรงพระองค์อยู่เสมอ เพื่อให้เราอยู่ในหมู่ผู้ที่อัลลอฮ์ทรงยกย่องและทรงดูแล
وَمَا لَهُمۡ أَلَّا يُعَذِّبَهُمُ ٱللَّهُ وَهُمۡ يَصُدُّونَ عَنِ ٱلۡمَسۡجِدِ ٱلۡحَرَامِ وَمَا كَانُوٓاْ أَوۡلِيَآءَهُۥٓۚ إِنۡ أَوۡلِيَآؤُهُۥٓ إِلَّا ٱلۡمُتَّقُونَ وَلَٰكِنَّ أَكۡثَرَهُمۡ لَا يَعۡلَمُونَ ٣٤
และมีอะไร แก่พวกเขากระนั้นหรือที่อัลลอฮฺจะไม่ทรงลงโทษพวกเขาทั้งๆที่พวกเขาขัดขวาง มิให้เข้ามัศยิดิลฮะรอม และพวกเขาก็มิใช่เป็นผู้ปกครองมัศยิดนั้นด้วยบรรดาผู้ปกครองมัศยิดนั้นใช่ใครอื่นไม่นอกจากบรรดาผู้ยำเกรงเท่านั้นแต่ทว่าส่วนมากของพวกเขาไม่รู้”คือมีสิ่งใด
🖼️ Save Image
🎬 Save Video
📜 อายะฮฺ 32-36 — ซูเราะฮฺ อัล-อันฟาล
32 وَإِذْ قَالُوا اللَّهُمَّ إِن كَانَ هَٰذَا هُوَ الْحَقَّ مِنْ عِندِكَ فَأَمْطِرْ عَلَيْنَا حِجَارَةً مِّنَ السَّمَاءِ أَوِ ائْتِنَا بِعَذَابٍ أَلِيمٍ
“และจงรำลึกขณะที่พวกเขากล่าวว่า ข้าแต่อัลลอฮฺหากปรากฏว่าสิ่งนี้ คือความจริงที่มาจากที่พระองค์แล้วไซร้ก็โปรดได้ทรงให้หินจากฟากฟ้าตกลงมาดังฝนแก่พวกเราเถิด หรือไม่ก็โปรดทรงนำมาแก่เรา ซึ่งการลงโทษอันเจ็บแสบ”
33 وَمَا كَانَ اللَّهُ لِيُعَذِّبَهُمْ وَأَنتَ فِيهِمْ ۚ وَمَا كَانَ اللَّهُ مُعَذِّبَهُمْ وَهُمْ يَسْتَغْفِرُونَ
และพระองค์อัลลอฮฺจะไม่ทรงลงโทษพวกเขาขณะที่เจ้า อยู่ในพวกเขาและอัลลอฮฺจะไม่เป็นผู้ทรงลงโทษพวกเขาทั้งๆที่พวกเขาขออภัยโทษกัน
34 وَمَا لَهُمْ أَلَّا يُعَذِّبَهُمُ اللَّهُ وَهُمْ يَصُدُّونَ عَنِ الْمَسْجِدِ الْحَرَامِ وَمَا كَانُوا أَوْلِيَاءَهُ ۚ إِنْ أَوْلِيَاؤُهُ إِلَّا الْمُتَّقُونَ وَلَٰكِنَّ أَكْثَرَهُمْ لَا يَعْلَمُونَ
และมีอะไร แก่พวกเขากระนั้นหรือที่อัลลอฮฺจะไม่ทรงลงโทษพวกเขาทั้งๆที่พวกเขาขัดขวาง มิให้เข้ามัศยิดิลฮะรอม และพวกเขาก็มิใช่เป็นผู้ปกครองมัศยิดนั้นด้วยบรรดาผู้ปกครองมัศยิดนั้นใช่ใครอื่นไม่นอกจากบรรดาผู้ยำเกรงเท่านั้นแต่ทว่าส่วนมากของพวกเขาไม่รู้”คือมีสิ่งใด
35 وَمَا كَانَ صَلَاتُهُمْ عِندَ الْبَيْتِ إِلَّا مُكَاءً وَتَصْدِيَةً ۚ فَذُوقُوا الْعَذَابَ بِمَا كُنتُمْ تَكْفُرُونَ
“มิปรากฏว่า การละหมาดของพวกเขา ณ บ้านของอัลลอฮฺ นั้นเป็นอย่างอื่น นอกจากการเป่าเสียงหวัด และการตบมือเท่านั้น ดังนั้นการพวกเจ้า จงลิ้มการลงโทษเถิด เนื่องด้วยการที่พวกเจ้าปฏิเสธศรัทธา”
36 إِنَّ الَّذِينَ كَفَرُوا يُنفِقُونَ أَمْوَالَهُمْ لِيَصُدُّوا عَن سَبِيلِ اللَّهِ ۚ فَسَيُنفِقُونَهَا ثُمَّ تَكُونُ عَلَيْهِمْ حَسْرَةً ثُمَّ يُغْلَبُونَ ۗ وَالَّذِينَ كَفَرُوا إِلَىٰ جَهَنَّمَ يُحْشَرُونَ
“แท้จริงบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธานั้น พวกเขาจะบริจาคทรัพย์สินของพวกเขา เพื่อขัดขวาง(ผู้คน) ให้ออกจากจากการงานของอัลลอฮฺ แล้วพวกเขาก็จะบริจาคมันต่อไปภายหลังทรัพย์สินนั้นก็จะกลายเป็นความเสียใจ แก่พวกเขา แล้วพวกเขาก็จะได้รับความปราชัยด้วย และบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธานั้นพวกเขาจะถูกต้อนไปสู่นรกญะฮันนัม”
คำแปล — อัล-อันฟาล 34 ซูเราะฮฺ อัล-อันฟาล อายะฮฺ 34 - อ่าน, ฟัง, คำแปล, ภาษาไทย : และมีอะไร แก่พวกเขากระนั้นหรือที่อัลลอฮฺจะไม่ทรงลงโทษพวกเขาทั้งๆที่พวกเขาขัดขวาง มิให้เข้ามัศยิดิลฮะรอม และพวกเขาก็มิใช่เป็นผู้ปกครองมัศยิดนั้นด้วยบรรดาผู้ปกครองมัศยิดนั้นใช่ใครอื่นไม่นอกจากบรรดาผู้ยำเกรงเท่านั้นแต่ทว่าส่วนมากของพวกเขาไม่รู้”คือมีสิ่งใด
ซูเราะฮฺ อายะฮฺ 34/75 — ซูเราะฮฺ อัล-อันฟาล الأنفال (Medinan). อ่าน ฟัง คำแปล (ภาษาไทย). ฟัง: ซูเราะฮฺ อัล-อันฟาล ฟัง, ซูเราะฮฺ อัล-อันฟาล คำแปล, ซูเราะฮฺ อัล-อันฟาล mp3, ซูเราะฮฺ อัล-อันฟาล pdf. อายะฮฺ 32–36. ความหมายภาษาไทย: Melayu.